ล่าสุด

รีวิว 2013 MV Agusta F4 และ F4RR ทดสอบการขับขี่

2013 MV Aguasta F4 รีวิว

2013 MV Aguasta F4 รีวิว

รีวิว ทดสอบการขับขี่ 2013 MV Agusta F4 และ F4RR

ขณะที่มอเตอร์ไซค์เจ้าอื่นๆในยุโรปต่างก็พยายามจะนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดให้กับรถของตัวเอง แต่ MV Agusta นั้นชอบที่จะพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ Superbike ที่วิธิการอย่างปราณีตแบบเดิมๆ ครั้งนี้ทาง MV Agusta ก็ได้นำเสนอการปรับปรุงรอบครึ่งปีของระบบอิเลคทรอนิคส์ของมอเตอร์ไซค์ F4 ด้วยระบบซอฟแวร์โปรแกรมเครื่องยนต์และ traction control ใหม่ ทั้งนี้เป็นการให้บริการฟรี โดยการปรับปรุงซอฟแวร์ครั้งนี้สามารถติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายได้ทั่วโลก

การปรับปรุงซอฟแวร์ครั้งนี้ก็เพื่อตอบโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ ในแง่ของการกระตุกของลิ้นผีเสื้อในบางจังหวะ และการปรับแต่งกรณีล้อหมุนฟรีที่ไม่ค่อยจะสม่ำเสมอเท่าไหร่ โดยทั้งสองกรณีจะทำให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ไม่ลดลงอันเป็นผลมาจากการทดสอบอย่างเข้มข้น แต่เนื่องจากมอเตอร์ไซค์รุ่น 2013 เป็นต้นมานั้นใช้ระบบอิเลคทรอนิคส์จาก Eldor ดั้งนั้นการปรับปรุงซอฟแวร์ครั้งนี้นั้นไม่เกี่ยวกับรุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ของ Magneti Marelli

ระบบควบคุมเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ของ Eldor (Motor and Vehicle Integrated Conrol System – MVICS) นั้นทำให้วิศวกรของ MV สามารถทำให้ฟังค์ชั่นต่างๆทำงานได้สอดคล้องกับระบบส่งกำลังและตัวถังของรถได้เป็นอย่างดี ระบบ MVICS จะประกอบด้วยกล่องดำอันเล็กที่บริหารจัดการหัวฉีดน้ำมันทั้งแปดหัวของมอเตอร์ไซค์ ระบบควบคุมการทำงานของ ride-by-wire ระบบ traction control ระบบหัววัดข้อมูลต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์วัดมุมเอียงและอัตราเร่ง

นอกจากนี้แล้ว F4 ยังมาพร้อมกับหัววัดความเร็วล้อเพื่อการควบคุมระบบล้อหมุนฟรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และรุ่น F4RR ที่สเป็กสูงกว่านั้นจะมีระบบควบคุมการแดมป์ของกันสะเทือนอิเลคทรอนิคส์ที่ปรับค่าได้เหมือนกับ Ducati Panigale 1199S และรุ่น F4 ยังสามารถตั้งค่าเครื่องยนต์ได้ 3 ค่า (และค่ากันสะเทือนสำหรับรุ่น RR) นั่นคือการขับขี่แบบธรรมดา แบบสปอร์ท และกรณีฝนตก และการปรับแต่งค่าเองยังสามารถเลือกได้เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งค่าอื่นๆได้อีก 5 ตัวแปรด้วยกัน

กรณีการปรับตั้งค่าเครื่องยนต์แบบ “Gas Sensitivity” ก็จะเป็นการบอกว่า ค่าตัวแปรตัวแรกที่ปรับแต่งได้คือ การตอบสนองของคันเร่ง ค่านี้จะเป็นการควบคุมการตอบสนองของการบิดของคันเร่งแล้วระบบจะสั่งจ่ายน้ำมัน แม้ว่าในโหมดขับขี่แบบปกติ (normal) และโหมดสปอร์ทจะได้รับการปรับแต่งค่าที่เหมาะสมกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ก็ยังให้ความรู้สึกที่ตอบสนองแบบเร็วเกินไปทำให้รู้ว่าควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะเวลาเจอเนินเล็กๆแล้วจะเกิดแรงส่งเล็กน้อยไปยังข้อมือคนขับ ทำให้เป็นการเร่งเครื่องยนต์อย่างไวช่วงสั้นๆหากเราไม่ระมัดระวังพอ เราชอบโหมดฝนตกมากกว่า (แม้ว่าจะขับบนถนนแห้งก็ตาม) เพราะทำให้เกิดการควบคุมได้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมอัตราเร่งขณะกำลังเข้าโค้ง จะเป็นการดีมากๆหากวิศวกรสร้างรูปแบบอีกอันหนึ่งสำหรับเครื่องยนต์ที่อยู่ระหว่างกลางระหว่างค่าฝนตกและกับกรณีปกติ

สำหรับการตั้งค่าเป็น “Max Torque” หรือให้แรงบิดสูง จะเป็นการตั้งค่าเพื่อควบคุมเครื่องยนต์ให้ส่งแรงบิดออกมาสูงสุด การขับในโหมดสปอร์ทนั้นจะทำให้คนขับได้แรงบิดของเครื่องยนต์ออกมาสูงสุด ในขณะที่ขับแบบโหมดฝนตกจะเป็นการลดเรื่องแรงบิดลงเพื่อให้เหมาะกับถนนที่เปียกหรือกรณีการเกาะถนนไม่ดี ส่วนกรณี “Engine Brake” นั้นจะมีให้เลือก 2 โหมดคือ ธรรมดากับสปอร์ท โดยโหมดสปอร์ทจะเป็นการส่งน้ำมันเข้าไปยังเครื่องยนต์เพิ่มเติมหลังจากปล่อยคันเร่งแล้ว ทำให้ผลจาก Engine Break นั้นมีน้อยลงเนื่องจากยังมีน้ำมันเข้าสู่ระบบอยู่

ส่วนการตั้งค่าเป็น “Engine Response” นั้นอาจจะทำให้สับสนได้ง่ายกับการตั้งแค่แบบ “Gas Sensitivity” ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การตั้งค่าแบบนี้จะเป็นการเปลี่ยนเวลาการตอบสนองของปีกผีเส้ือเมื่อออกแรงบิดที่คันเร่ง โดยโหมด Fast จะให้การตอบสนองที่ตรงไปตรงมาแต่โหมด Slow จะมีการหน่วงเวลาเล็กน้อยซึ่งอาจจะเหมาะกับนักบิดมือใหม่

ส่วนการตั้งค่าสุดท้ายมีชื่อว่า “RPM Limiter” ในการขับแบบสปอร์ทนั้นอัตราเร่งของเครื่องยนต์ก็ไปได้ถึงขีดแดง แต่ข้อเสียคือเป็นการยากที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่รอบยนต์นั้นพอเหมาะที่จะเปลี่ยนเกียร์จนกระทั่งรอบเครื่องถึงขีดแดงไปแล้ว ทำให้เสียเวลารอจังหวะอยู่บ่อยๆ ส่วนการขับโหมด ปกติจะทำให้รับรู้การตอบสนองได้ดีขึ้นเครื่องยนต์ไม่กระตุกมากนัก ทำให้คนขับรับรู้จังหวังจะโคนที่จะเปลี่ยนเกียร์ได้ดีขึ้น

การปรับแต่งค่าแต่ละอย่างนั้นทำผ่านปุ่มกดที่อยู่ทางซ้าย แต่มอเตอร์ไซค์จะต้องหยุดนิ่งและเปิดกุญแจไว้ (ไม่จำเป็นต้องสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อน) การเลือกค่าผ่านเมนูต่างๆนั้นเหมือนจะซับซ้อนไปนิด เพราะเราเองก็ยังไม่คุ้นกับปุ่มกดเหล่านี้นัก เพราะเราแทบจะไม่รู้เลยว่าได้ปล่อยปุ่มกดหรือยังหลังจากกดไปแล้ว แต่หากได้ลองเล่นกับมันซักพักก็จะเริ่มใช้งานได้คล่องขึ้น

หลังจากได้ไปลองมอเตอร์ไซค์คันนี้ขับที่สนามแข่ง Willow Springs International Raceway เพื่อทดสอบความเร็ว ก็พบว่ามอไซค์ F4 คันนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด เครื่องยนต์ให้กำลังมาที่เพียงพอ พร้อมฟังก็ชั่นการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ตอบสนองได้ดีขึ้น การขับขี่ก็ตอบสนองได้ดั่งใจ

ระบบ Traction Control ก็ตอบสนองได้แม่นยำมากขึ้น ในขณะที่หากตั้งค่าให้สูงไว้ที่ระดับ 3 ถึง 8 จะให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องยนต์ถูกห้ามไม่ให้เร่ง แม้จะตัวรถจะดิ่งตรงก็ตาม แต่ก็ให้ความรู้สึกที่สม่ำเสมอทุกสถานการณ์ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน แม้ว่าเรายังไม่รู้สึกมั่นใจที่จะยอมให้ระบบอิเลคทรอนิคส์ทำงานเต็มที่ตอนบิดคันเร่งเต็มที่และล้อหลังหมุนฟรีบ้างเล็กน้อย แต่เราก็ยังคงควบคุมให้เจ้า MV F4 คันนี้วิ่งไปในทิศทางที่ถูกต้องและดูเหมือนจะเป็นรถที่ตอบสนองได้ดีที่สุดเท่าที่เราเคยขับ Superbike มา

นับเป็นการดีที่ได้เห็นทาง MV ได้ตอยสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้นด้วยการปรับปรุงซอฟท์แวร์เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการขับขี่ และทาง MV ก็ยังได้บอกว่าได้มีการปรับปรุงระบบการลดเกียร์ตามแบบที่ใช้ใน MotoGP ทำให้เป็นการเปิดศักราชใหม่ของระบบอิเลคทรอนิคส์สำหรับนักบิดที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์แนว sportbike มากขึ้น

เรียบเรียงจาก motorcycle-usa.com

ads2

Advertisment

7,948 views