ล่าสุด

แนะนำการเลือกซื้อ Triumph Street Triple

TriumphStreetTriple

สิ่งที่คุณควรจะรู้ในการซื้อรถมอเตอร์ไซค์ที่ขายดีที่สุดของ Triumph

ในช่วงปี 2007 หลังจากที่มีข่าวลือออกมาเป็นระยะๆ รวมทั้งมี spyshot มาให้เห็นยั่วน้ำลายนักบิดอย่างต่อเนื่อง ก็ตามมาด้วยการเปิดตัวจริงจังของ Street Triple ให้เป็นที่ฮือฮาของวงการมอเตอร์ไซค์ โดยมอเตอร์ไซค์ที่ออกมาเป็นการผสมระหว่างเครื่องยนต์ 675cc ของ Daytona และรูปโฉมของ Speed Triple ผลที่ได้คือ Street Triple ที่มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาและดูเป็นมอเตอร์ไซค์ในโลกแห่งความเป็นจริงเสียที

ผลทางการที่ตามมาคือ คิวจองยาวข้ามเดือนกันเลยทีเดียว เพราะ Street Triple นั้นเป็นรถที่คงความมีประสิทธิภาพและเป็นรถที่ขายดีที่สุดในช่วง 5 ปีหลัง โดยทางโรงงานได้ผลิตออกมาขายแล้วกว่า 50,000 คันทั่วโลก

สำหรับ Street triple รุ่นมาตรฐานนั้นจะมีแรงขับ 107 bhp แรงบิดที่ 51 ปอนด์-ฟุต ทำความเร็วได้ถึง 220 กม/ชม เลยทีเดียว กำลังไม่ตกในทุกช่วงความเร็วรอบ แชซซีที่สมดุลย์กับตัวเครื่อง น้ำหนักเพียง 167 กิโลกรัม ทำให้มีความคล่องตัวกว่า และถูกยกตำแหน่งให้เป็นมอเตอร์ไซค์แห่งปีกันเลยทีเดียว

สำหรับเวอร์ชั่น R นั้นได้มีการวางตลาดในปีถัดมา 2008 โดยมีลูกเล่น ระบบกันสะเทือนที่ปรับระดับได้ และระบบเบรกที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในรุ่นมาตรฐาน และมีการปรับเปลี่ยนท่านั่งขับเล็กน้อย พร้อมกับออกรุ่นสีด้านมาให้เลือก

มีการปรับโฉมอีกครั้งในปี 2011 ด้วยรูปแบบของไฟหน้าแบบตาแมลง ตามที่รุ่น Speed Triple ได้ปรับเปลี่ยนโฉมไป และแม้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในปีถัดมาก็มีการวางตลาดมอเตอร์ไซค์ เป็นรุ่นสองของ Street Triple และมีการออกรุ่น R ตามมาอีกด้วย

โดยรุ่นสองนั้นจะมีน้ำหนักเบากว่า รูปร่างที่ปราดเปรียวกว่า และรุ่นสองนี้ยังถือรถมอเตอร์ไซค์แบบ naked ที่เป็นแบบอย่างมาตรฐานของตลาดที่ใครๆ ก็ยังพูดถึงในปัจจุบัน

ผลสำรวจการใช้งาน

ทาง visordown.com ได้นำผลการสอบถามการใช้งานออกมาเปิดเผย โดยเป็นผลจากการสำหรับผู้ขับขี่จำนวน 72 คน โดยทั้ง 72 คนได้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ระยะทางรวมกันแล้วเกือบล้านกิโลเมตรด้วย Street Triple ทางเราได้กรองข้อมูลจากประสพการณ์การขับขี่เพื่อนำเสนอให้ได้อ่านเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ยอดนิยมรุ่นนี้ของ Triumph กัน

จากผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 41.4% จะเป็นเจ้าของรุ่นปี 2012 ที่รองลงมาจำนวน 14.3% จะเป็นเจ้าของรุ่นปี 2012 โดยรุ่น R จะเป็นที่นิยมมากว่ารุ่นธรรมดาด้วยตัวเลขความเป็นเจ้าของที่ 60%

ส่วนใหญ่แล้ว (63.4%) จะถอย street triple ป้ายแดงมาจากโชว์รูม สำหรับอีก 10% จะซื้อมอไซค์ที่ขับมาแล้วไม่เกิน 1600 กม แต่ส่วนใหญ่ก็วิ่งปั่นจำนวนกิโลเมตรกันอย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะความมันส์ในการขับขี่ก็เป็นได้ โดยจำนวน 30% ของรถมอไซค์ตอนนี้จะวิ่งไปแล้ว 16,000 กม ถึง 48,000 กม มีอยู่รายนึงสงสัยกินนอนอยู่บนมอเตอร์ไซค์เพราะวิ่งไปแล้วปาเข้าไป 80,000 กมเลยทีเดียว

ยางรถ

ตอนออกจากโรงงาน Street Triple นั้นมาพร้อมกับยาง Pirelli Diablo Rosso Corsas ซึ่งจำนวน 42% ของนักบิดที่ถูกสำรวจยังใช้อยู่จนถึงตอนนี้ ส่วนคนที่เปลี่ยนไปแล้วจะนิยมยาง Michelin (Pilot Road 2/3, Pilot Power, Power Pure) ยาง Dunlp (Roadsmart, Sportsmart, Qualifier/II) และ ยาง Bridgestone (Battiax, S20)

อัตราสินเปลืองน้ำมัน

โดยปกติแล้วรถแบบสามสูบจะวิ่งได้ประมาณ 40 ไมล์ต่อแกลลอน บวกลบนิดหน่อยขึ้นอยู่กับสไตล์การขับขี่ของแต่ละคน จากผลการสำรวจพบว่า 26% ได้ตัวเลขตามนี้ แต่อีกรายการละ 11% จะให้ตัวเลขคือ 37 42 และ 45 ไมล์ต่อแกลลอน มีเพียงจำนวน 4% เท่านั้นที่บอกว่าวิ่งได้ประมาณ 50 ไมล์ต่อแกลลอน

สีรถและอุปกรณ์ตกแต่ง

Triumph นั้นขึ้นชื่อเรื่องความปราณีตในการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ และรวมถึง Street Triple ก็เช่นกัน โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 97% ต่างบอกว่าพวกเขาพอใจกับคุณภาพของสีรอบคันมาก จะมีบ่นเพียงเล็กน้อยในประเด็นของรุ่น R ที่เป็นสีแบบด้าน นั่นคืือเจ้าของแจ้งว่าสีไม่เรียบเป็นปุ่มเล็กๆ มีรอยและเกิดคราบได้ง่าย

ปัญหาที่พบเจอ

ผลสำรวจกว่าสองในสามหรือ 68% กล่าวว่าไม่เจอปัญหาใดๆเลย แต่ปัญหาก็มีบ้าง โดยสองในสามของปัญหาพบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ซึ่งยืนยันด้วยข่าวที่ Triumph เคยเรียกคืนรถในเดือนเมษายน 2011 เพื่อเปลียนเรคกูเลเตอร์เจ้าปัญหา เจ้าของบางคนระบุถึงปัญหาแบตเตอร์รี่หมดสภาพ การเดินสายไฟ และความผิดปกติของ alternator.
ผู้ตอบแบบสอบถามบางคนไม่พอใจกับกันสะเทือนหลังและเบรกหลังของรถมอไซค์รุ่นมาตรฐาน บางคนก็รายงานถึงของเหลวทำความเย็นรั่วไหล เปลี่ยนตัวปรับความตึงโซ่ และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ

การพัฒนาและอุปกรณ์เสริม

ลำดับต้นๆของสิ่งที่เจ้าของอยากได้คือ เบาะนั่งที่ดีกว่านี้ (14.2%) ระบบกันสะเทือนที่ดีกว่า (10.1%) ตามมาด้วยมาตรวัดระดับน้ำมัน วงเลี้ยวที่แคบลง อยากได้ที่เก็บของใต้ที่นั่งให้กว้างกว่าเดิม อยากให้ปรับปรุงกระจกหลัง บางคนอยากได้ไฟหน้าและโลโก้แบบเก่า บางคนอยากได้ให้อุปกรณ์พวก ABS ระบบกันขโมย มากับรุ่นมาตรฐานไปเลย
หลายๆคนอยากให้ประหยัดน้ำมันมากกว่านี้ ขอพื้นที่บริเวณเท้า ปรับระบบเกียร์ เบรกหลังที่แกร่งกว่านี้ และช่องมองเห็นน้ำมัน

ส่วนอุปกรณ์เสริมยอดนิยมก็มี flyscreens (78.7%) rear huggers (55.7%) bellypans (54.1 %) ท่อไอเสีย (41%)

ระยะเวลาการบำรุงรักษา

การบำรุงรักษาย่อยๆต้องทำที่ 10,000 กม หลังจากนั้นที่ 30,000 กม สำหรับการบำรุงรักษารายการใหญ่ๆ ก็จะต้องทำที่ 20,000 กม หลังจากนั้นที่ 40,000 กม ไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในหลักหมื่นบาทต่อครั้ง

ราคามอเตอร์ไซค์

สำหรับบ้านเราราคามอเตอร์ไซค์อยู่ที่ 750,000 บาทสำหรับรุ่น 675R ลองค้นหาใน google ดูนะครับสำหรับราคามือสองในบ้านเราพอมีประกาศขายอยู่บ้าง อย่างรุ่น 675R ปี 2010 เห็นประกาศขายอยู่ที่ราคา 260,000 บาท ซึ่งก็ไม่เลวนะครับหากอยากลองเล่นรุ่นนี้ดู

บทความคุณภาพจาก visordown.com

ads2

Advertisment

7,801 views