ล่าสุด

2014 MV Agusta F3 800 รีวิวทดสอบการขับขี่มอไซค์ – First Ride

MV Agusta F3 800 review

MV Agusta F3 800 review

2014 MV Agusta F3 800 รีวิวทดสอบการขับขี่มอไซค์ – First Ride

MV Agusta ได้พยายามปรับปรุงเครื่องยนต์สามสูบที่เปิดตัวมาเมื่อไม่นานมานี้คือ F3 675 Supersport โดยการเพิ่มช่วงชักให้มากขึ้น ผลที่ได้คือมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เรียกว่า 2014 MV Agusta F3 800 มอเตอร์ไซค์สปอร์ทไบท์ยี่ห้อของอิตาลีตัวล่าสุดนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อชนกับมอเตอร์ไซค์ระดับกลางของค่ายอื่นๆจากทั้งญ๊่ปุ่น และยุโรป กันหมัดต่อหมัดเลยทีเดียว

ข้อมูลทางเทคนิคโดยสรุป

ตามที่กล่าวข้างต้นนะครับ F3 800 นั้นได้ออกแบบมาโดยใช้เครื่องยนต์ที่มีช่วงชักที่ยาวขึ้น ในเชิงตัวเลขแล้วก็คือภายในกระบอกสูบนั้นจะมีช่วงชักที่ยาวขึ้นกว่าเดิม 8.4 มม (ที่ตัวเลข 54.3 เมื่อเทียบกับตัวเลขเดิมของ 675 ที่ 45.9 มม) ผลคือขนาดความจุที่เพิ่มขึ้น 123 cc เพิ่มเป็น 798cc อัตราส่วนของแรงอัดก็เพิ่มเป็น 13.3 : 1 (เพิ่ม 0.2 จากรุ่น 675) เนื่องจากความเร็วของลูกสูบเพิ่มขึ้น ดังนั้นค่าเส้นแดงจึงต้องลดลง 1500 รอบต่อนาที มาอยู่ที่ 13,500 รอบต่อนาที เพื่อสร้างความมั่นใจในความมั่นคงของเครื่องยนต์

ในแง่ของแรงบิดแล้วตัว 800 นั้นให้แรงบิดเพิ่มขึ้นเกือบ 23% เมื่อเทียบกับ 675 โดยตัวเลขเพิ่มเป็น 58.9 ปอนด์ฟุตที่ความเร็วรอบ 10,600 รอบต่อนาที (เร็วกว่าเดิม 400 รอบต่อนาที) กราฟของแรงบิดนั้นจะเรียบที่ค่าราว 50 ปอนด์ฟุต ตั้งแต่ 7,400 รอบต่อนาทีไปจนถึงขีดแดง ซึ่งเหมาะมากสำหรับการวิ่งบนสนามแข่ง และมอเตอร์ไซค์ F3 คันนี้จะทะยานออกจากโค้งได้แรงพอๆกับเครื่องสี่สูบเรียงขนาด 1 ลิตรในยุคแรกๆ

ในแง่ของแรงม้าของ 800 Triple แล้วถือว่าสุดยอด ด้วยแรงม้าที่เค้นออกมาได้ 14 ตัวมากกว่าเจ้า 675 โดยตัวเลขสูงสุดอยู่ที่ 132.82 hp ที่ความเร็วรอบสูงสุด 13,500 รอบต่อนาที แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าตัวจำกัดความเร็วรอบนั้นต้องตั้งค่าไว้เองที่ Sport ไม่งั้นรอบจะตัดไปก่อนที่ 13,200 รอบต่อนาที

ภายในโครงเครื่องยนต์อลูมิเนียมนี้ จะมีทั้งระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ระบบคลัชได้มีการปรับปรุงโดยเพิ่มแผ่นคลัชอีกสองแผ่นและฟังก์ชั่นด้าน slipper เพื่อจะช่วยให้เสริมความมั่นคงของแชซซีในระหว่างการเบรกแรงๆ คลัชจะถูกระบายความร้อนด้วยน้ำมันเครื่อง

กระบวนการส่งกำลังที่เหลือก็จะเป็นเกียร์แบบ 6 เกียร์ และระบบส่งกำลังขั้นสุดท้ายก็ยังคงเดิม (16/43) มอเตอร์ไซค์รุ่น 800 นี้มีระบบอิเลคทรอนิคส์ที่จะคำนวนความเร็วรอบ การเปิดคันเร่งและตำแหน่งเกียร์เพื่อที่จะได้ลดกำลังเครื่องยนต์ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนเกียร์ ผลคือได้อัตราเร่งที่สูงสุด การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญส่วนอื่นๆก็เป็นระบบซอฟท์แวร์ของ ride-by-wire ระบบการแมพปิ้งใหม่ เป็นต้น

ในแง่ของแชซซีแล้ว F3 800 นั้นแทบจะไม่ต่างกับรุ่น 675 ยกเว้นการตั้งค่าแด้มปิ้งในตะเกียบหัวกลับของ Marzocchi และโช้คแก๊สของ Sachs ที่เปลี่ยนไป คาลิบเปอร์ของ Brembo ก็เป็นของที่สเป็กสูงกว่า แต่ก็ยังเป็นระบบธรรมดาไม่มี ABS ส่วนน้ำหนักของมอเตอร์ไซค์ก็ยังเท่าเดิมอยู่ที่ 427 ปอนด์

MV Agusta F3 800 review

สภาพตัวรถ

แผงหน้าปัทว์ของ 800 นั้นถือว่าจัดวางได้ดี เบาะนั่งสูงเพียง 31.69 นิ้ว ทำให้คนที่มีความสูงตามมาตรฐานทั่วไปไม่มีปัญหากับการเหยียดเท้าลงแตะพื้นมากนัก ถังน้ำมันก็ได้มีการตัดเว้าให้เหมาะกับขานักบิดเนื่องจากมีความบางเหมือนกับเครื่อง V-twin ทั้วไป พร้อมทั้งให้การการยึดเกาะของเข่าได้ดีในระหว่างการเบรกแรงๆ แต่ที่วางเท้านั้นเสียดายที่ปรับตำแหน่งไม่ได้ ทำแหน่งที่ติดตั้งก็สูงซึ่งก็ต้องเอียงตัวกันสุดๆถึงจะครูดไปกับพื้นได้ (เราลองแล้วก็ไม่ครูดซักที)

ก้านคลัชก็ให้ความรู้สึกเบา ตอบสนองต่อการกำได้ดี และคลัชก็ไม่ปิดตัวแม้จะกำที่ความเร็วรอบสูงขึ้นก็ตาม ถือว่าเป็นสิ่งดีสำหรับการวิ่งแข่งหรือการทำควอเตอร์ไมล์

ระบบ ride-by-wire นั้นถือว่าทำได้ดี สิ่งที่ถือว่าสุดยอดก็คงเป็นเรื่องที่ F3 มีค่าโหมดการปรับแต่งได้มากมาย นั่นคือ เครื่องยนต์สามารถตั้งค่าได้ 3 โหมดคือ Sport Normal และ Rain และโหมดตั้งค่าเอง (Custom) ที่สามารถตั้งค่าตัวแปรเองได้ 5 ค่า (ค่าความไวต่อน้ำมัน ค่า Engine Brake ค่าแรงบิดสูงสุด ค่าการตอบสนองของเครื่องยนต์ และค่าสูงสุดของรอบเครื่อง)

นักบิดที่ต้องการ การตอบสนองของเครื่องยนต์โดยตรงก็ต้องเลือกโหมด Sport แต่ก็นั่นแหละการตอบสนองของคันเร่งในช่วง 1/8 รอบในช่วงต้นนั้นมีความไวมาก อาจจะทำให้การควบคุมรถเป็นเรื่องท้าทายมาก โดยเฉพาะเวลาเจอหลุมบ่อ การเลือกค่า Normal จะลดความไวของคันเร่งลงนิดหน่อย แต่พลังของเครื่องยนต์ยังรู้สึกเหมือนว่าไวอยู่เหมือนเดิม เราเลยทำการตั้งค่าเองแบบ custom เพื่อที่ให้เหมาะกับที่เราชอบมากที่สุด

สำหรับคำว่า ค่าความไวต่อน้ำมัน ถ้าให้อธิบายละเอียดก็คงเหมือนกับการตอบสนองต่อคันเร่งนั่นแหละครับ เราตั้งค่าให้เป็น Normal เพราะหากตั้งค่า Rain ก็จะตอบสนองช้าเกินไป การตั้งค่าเบรกทำให้เราเลือกการเบรกระหว่างการชลอเครื่องได้ เนื่องจากเราทดสอบในสนามแข่งเราเลยเลือกเป็นโหมด Sport เพื่อให้ผลของ Engine break มีน้อยที่สุด ค่าแรงบิดสูงสุดตั้งไว้ที่ Sport เพื่อให้คนขับสามารถดึงพลังสูงสุดของเครื่องยนต์ออกมาได้

สำหรับค่าการตอบสนองของเครื่องยนต์นั้น ทำงานสอดประสานกับค่าความไวต่อน้ำมันข้างต้น ทำให้นักบิดเลือกความรู้สึกการเข้าถึงเครื่องยนต์ได้ตามความเหมาะสม ในค่า Fast มันจะยอมให้เครื่องขึ้นรอบเร็วเท่าที่มันสามารถทำได้ แต่ค่า Slow ก็จะทำงานเหมือนเป็นล้อช่วยแรงเลยทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมั่นคงขึ้น เราเลยเลือกอย่างหลัง เพราะไม่เพียงแค่ทำให้การขับขี่ F3 นั่นง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยในการกลั่นกลองความเร็วในการถ่ายโอนน้ำหนักไปยังล้อและระบบกันสะเทือนหลังระหว่างการเปิดปิดคันเร่งอีกด้วย ส่วนค่าสุดท้ายที่จำกัดความเร็วรอบ จะเป็นการตั้งค่าว่าให้เครื่องยนต์ตอบสนองอย่างไรเมื่อเราเข้าใกล้ขีดแดง ในโหมด Sport เครื่องยนต์สามารถไปได้ถึง 13,500 รอบต่อนาที ปัญหาคือคุณต้องให้ความสนใจกับจุดที่จะเปลี่ยนเกียร์ ไม่งั้นเครื่องก็อาจจะสะดุดได้ตอนที่รอจังหวะเปลี่ยนเกียร์ นั่นว่าทำไมเราตั้งไว้ที่ค่า Normal ที่ความเร็วรอบสูงสุด 13,200 เพื่อเป็นการเตือนเราล่วงหน้าว่าถึงเวลาเปลี่ยนเกียร์ได้แล้ว

หลังจากปรับค่าต่างๆ ตามที่เราต้องการได้แล้ว เราก็พบกับความประหลาดใจว่า F3 นั้นขับง่ายได้ถึงเพียงนี้ ผลคือการขับขี่ที่ไหลลื่นกว่า แต่บางครั้งแชซซีจะชอบกระตุกเมื่อเปิดและปิดคันเร่ง แม้เป็นแบบนี้แต่ค่าแดมปิ้งที่ตั้งไว้ก็ตอบสนองได้ดีกว่าเดิมมาก

สำหรับการเอียงตัวเข้าโค้งแล้ว ตัวถังนี้ให้ความรู้สึกที่เหมาะสมดีในการได้ลองเข้าโค้งในรูปแบบต่างๆ แม้ว่าความจริงยาง Pirelli Diablo Supercrosa จะมีส่วนช่วยอยู่บ้างก็ตาม ความสามารถในการควบคุมรถถือว่าน่าประทับใจมาก ทั้งในแง่ของการเลี้ยวไปมา และการควบคุมรถให้ตรงเส้น ถือเป็นรถที่สุดยอดในการขับขี่จริงๆ

แต่ความคล่องตัวสูงก็มาพร้อมกับข้อเสีย นั่นคือความ stable หากเจอเนินเล็กๆ มอเตอร์ไซค์ F3 อาจจะส่ายเล็กน้อย การขับขี่อย่างระมัดระวังและการเตรียมพร้อมสำหรับภาวะส่ายที่จะเจอข้างหน้าจะทำให้การขับขี่นั้นปลอดภัยขึ้น

แม้ว่าระบบ traction control ที่ติดตั้งมากับ F3 ที่ปรับค่าได้ 8 ค่านั้นจะไม่เหมือนกับที่มากับรุ่น F4R Superbike แต่เรายินดีที่จะรายงานว่ามันให้ค่าการปรับแต่งที่แม่นยำกว่าเก่ามาก ระบบจะวัดความเร็วล้อหลัง และอัตราการเปลี่ยนแปลงภายใน ECU เพื่อที่ตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อมันคำนวนเจอว่าล้อหมุนฟรี หากเจอยางที่เกาะถนนดีมากๆ ระบบอิเลคทรอนิคส์จะจำกัดอัตราเร่งมากเกินไปที่จะให้ผลใดๆออกมา แต่ด้วยยาง Diablo Rooso Corsa แล้ว เราไม่พบปัญหาใดๆ ในการขับขี่เมื่อตั้งค่าไว้ที่เลข 1 (มีผลน้อยสุด)

เบรกโมโนบล้อคของ Brembo ที่สเป็คสูงกว่าเดิมนั้นให้พลังเบรกที่ดีเยี่ยม การตั้งค่าของระบบเบรกนั้นกำลังพอเหมาะที่จะให้ความรู้สึกดี แม้จะไม่มีระบบ ABS แต่ตอนลองบนสนามที่แห้งเราไม่เคยนึกถึงมันเลย

นอกเหนือจากพลังเครื่องยนต์ที่มากกว่าเดิมบน F3 800 แล้วถือว่าเป็นการพัฒนาขึ้นอย่างมากของรุ่น F3 เลยทีเดียว MV ได้พยายามแก้ไขข้อผิดพลาดต่างที่เราพบเจอกับ 675 มาก่อน แต่คิดว่าความสามารถในการจัดการระบบ quickshifter และระบบ traction control น่าจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ นี่ไม่รวมถีงกรณีการลดอาการสั่นเวลาเจอกรวด นะครับ แต่ก็ถือว่า MV Agusta เข้าใกล้ไปอีกขั้นกับมอเตอร์ไซค์ sportbike ของค่ายญี่ปุ่นและยุโรป

เรียบเรียงโดย mocyclover.com
ขอบคุณเรื่องและภาพจาก motorycle-usa.com

ads2

Advertisment

6,599 views