ล่าสุด

Ducati Monster 1200S รีวิวการขับขี่มอเตอร์ไซค์

Ducati-Monster-1200

Ducati Monster 1200S : First Ride Review

ปีนี้ถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่สำหรับมอเตอร์ไซค์แนวเน็คเก็ตละครับ

เริ่มจากกระแสมอเตอร์ไซค์พันธ์แรงอย่าง KTM 1290 Super Duke R ต่อมาทาง BMW ก็เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ S1000R ซึ่งอาศัยพื้นฐานตัวสปอร์ทอย่าง S1000RR (ถึงขนาดไม่ยอมเปลี่ยนชื่อรุ่นกันเล้ย)

สองสัปดาห์ก่อนทาง BMW ก็เปิดตัว R nineT ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์แนวเน็คเก็ตอีกตัว กลายเป็นว่ามอเตอร์ไซค์แนวนี้เหมือนจะออกแนวสปอร์ทซะงั้น

และตอนนี้ก็มาถึงตัว Ducati ที่ออกมาเตอร์ไซค์แนวเน็คเก็ตมาอีกตัว ซึ่งทาง Ducati Monster นั้นถือเป็นมอเตอร์ไซค์แนว naked bike มานานกว่า 20 ปีแล้ว ใครๆก็ตามที่มองเห็นเจ้าตัว Monster ตัวล่าสุดนี้ก็ย่อมมองออกในทันทีว่าเป็นมอเตอร์ไซค์แนว naked ที่โด่งดัง พร้อมกับโลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์บนตัวถังเหมือนที่ใครๆรู้จักรถยนต์หรูอย่าง Porsche 911 นั่นเอง

แท้ที่จริงแล้ว Monster 1200 ใหม่นี้ถือเป็นโฉมใหม่หมดจดนะครับ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1198cc ที่ปรับแต่งมาจากเครื่องยนต์ super bike แบบ V-twin Testastretta จากรุ่น Multistrada

จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับว่าคุณนั่งอยู่บนเครื่องยนต์เลยละครับ เพราะเฟรมถักเองก็ขันน้อตแน่นไว้กับฝาสูบ สวิงอาร์มก็ยึดน้อตไว้กับเครื่องยนต์เช่นกัน เหมือนจะดีใช่ไหมครับ

สำหรับมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะมีออกมาสองเวอร์ชั่นด้วยกัน คือรุ่นมาตรฐาน Monster 1200 ซึ่งให้แรงม้าออกมาที่ 135 hp และแรงบิดที่ 87 ปอนด์ฟุต ในขณะที่ Monster 1200S จะให้แรงม้าที่ 145hp และแรงบิดที่ 92 ปอนด์ฟุต

ทั้งสองโมเดลจะมีระบบกันสะเทือนที่ปรับค่าได้แต่รุ่น S จะเป็นของ Ohlins ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ทั้งสองรุ่นจะมีคาลิบเปอร์เป็นแบบโมโนบล้อคของ Brembo แต่ของรุ่น S นั้นจะใหญ่กว่าโดยเป็นการเอามาจากรุ่น 1199 Panigale

ทั้งสองโมเดลยังมีเบรก ABS ของ Bosch เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมระบบ traction control พร้อมโหมดการขับขี่ด้วยกัน 3 โหมด แต่ละโหมดสามารถปรับแต่งอย่างละเอียดได้จากผู้ขับขี่อีกด้วย

ว่ากันด้วยระบบอิเลคทรอนิคส์แล้วเหมือนจะมีตัวแปรให้เลือกมากมาย แต่เมื่อถึงเวลาขึ้นคร่อมแล้วผมว่าระบบอิเลคทรอนิคส์เหล่านั้นคงไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากจะไปคิดถึงมันใช่ไหมครับ เรามาเพื่อความสนุกในการขับขี่ซะมากกว่า

ตำแหน่งท่านั่งขับนั้น เหมือนว่าจะเลื่อนไปข้างหน้าเล็กน้อย ไม่ถึงกับมาก สองมือแยกกันห่างและต่ำลง ไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นมอเตอร์ไซค์อยู่ข้างหน้าคุณมากนักยกเว้นไฟหน้า ความรู้สึกคือเหมือนว่าตัวคุณเองนั่นแหละเป็นส่วนประกอบที่อยู่หน้าสุดของมอเตอร์ไซค์แล้ว ท่านั่งขับก็สบายดี ไม่ต้องเอื้อมมือไปมากนัก สองมือเปิดกว้าง ศรีษะดันไปข้างหน้า

เสียงเครื่องยนต์แบบ V-twin คำรามลึกจากระบบท่อ 2-1-2 พร้อมเสียงกระหึ่มของโน้ตโทนต่ำระหว่างเริ่มออกตัว ว่ากันจริงแล้วผู้ผลิตญี่ปุ่นและยุโรปนั้นอาจจะอ่านข้อกำหนดเรื่องเสียงกันคนละหน้าก็ได้ เพราะความหมายมันช่างแตกตางเสียเหลือเกิน

ในกรณีเราแปลเสียงที่ได้ยินได้ว่า เราต้องตั้งในขับมอเตอร์ไซค์แล้วนะ เรื่องอิเลคทรอนิคส์ต่างๆค่อยว่ากันที่หลัง ตอนนี้คุณกำลังยุ่งอยู่กับความสนุกในการขับขี่

สื่อมวลชนได้มีโอกาสในการขับขี่รุ่น s สำหรับงานแถลงข่าวที่เมือง Tenerife ครั้งนี้ แม้ว่ากำลังสูงสุดที่ 145hp นั้นจะน้อยกว่าเจ้า Multistrada อยู่ 5hp ก็ตาม ทาง Ducati กล่าวว่าได้มีการปรับปรุงบางอย่างเพื่อให้แรงบิดที่ออกมานั้นมากขึ้นในทุกช่วงความเร็วรอบ

แล้วถามว่ามันให้แรงบิดดีตลอดช่วงไหม ก็ต้องขอบอกว่ามันดีจริงๆ แรงบิดพร้อมที่จะออกมาทันทีที่คุณปล่อยคลัช

การออกจากโค้งนั้นแทบจะไม่ต้องไปสนใจเลยว่าคุณอยู่เกียร์ไหน แค่บิดเบาๆก็เหมือนเป็นการดีงพลังออกมาอย่างทันท่วงทีเปรียบได้กับเวลาเราสูบน้ำจากบ่อบาดาลที่ต่อให้ลึกแค่ไหน น้ำก็จะไหลออกมาทันทีที่โยกคันสูบ การที่แฮนด์กว้างนั้นทำให้รถทรงตัวได้อย่างสบายๆแม้ถนนจะไม่ราบเรียบ ผ่านตรงนั้นมาพลังก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเหมือนไม่มีวันหมด เพราะแรงบิดนั้นมากมายตั้งแต่รอบต่ำ คุณแทบจะไม่ต้องห่วงเลยว่าแรงจะหมด เหลือบตาดูเข็มวัดรอบก็พบว่าทุกอย่างแค่เพียงเริ่มต้นเท่านั้น เพราะบิดกันหนักหน่วงแล้วยังได้รอบที่ 6,000 เอง ขีดแดงก็อยู่ที่ หมื่นกว่าโน่น

Ducati-Monster-1200-3

ตอนที่ลองบิดไปที่รอบสูงพบว่าเส้นกราฟของแรงนั้นเหมือนจะมาอย่างต่อเนื่องแบบค่อยๆเพิ่มขึ้น ล้อหน้ายกเล็กน้อยและเริ่มจะเขย่าคุณเมื่อเริ่มใกล้แตะ 10,000 แต่ก็ต้องเบรกเพื่อเข้าโค้งซึ่งเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วยังเห็นเป็นจุดเล็กๆไกลๆ อยู่เลย ถึงตอนนี้ผมยังไม่ได้เปลี่ยนเกียร์แม้แต่เกียร์เดียว

แรงบิดที่ 92 ปอนด์ฟุตนั้นทำให้ Ducati Monster 1200S นั้นมีมากกว่า BMW S1000R อยู่ 10 ปอนด์ฟุต แต่เนื่องจากมันถูกกระจายไปทั่วทุกความเร็วรอบ จึงไม่จำเป็นทีจะต้องไปทดสอบว่าแรงบิดสูงสุดนั้นเป็นอย่างไร

โหมดการขับขี่ทั้งสามก็มี Sport Touring และ Urban (ในเมือง) โดยตัวเลือกสุดท้ายจะมีการตั้งค่าแรงม้าสูงสุดไว้ที่ 100hp เท่านั้น

คุณสามารถปรับแต่งค่าเพิ่มเติมได้ในแต่ละโหมด ตัวอย่างเช่นหากขับในโหมด Sport คุณอาจจะเลือกที่จะปิดระบบ Traction Control ไปเลยก็ได้ จากจุดนี้ไปมันจะจดจำไว้ว่าทุกครั้งที่คุณเลือกโหมดนี้มันจะปิดระบบนี้ไว้ให้ตลอดจนกว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงมันอีก

ในแต่ละโหมดการขับขี่ หน้าจอแบบสีของจอแบบ TFT นั้นจะเปลี่ยนหน้าตาไป หากขับในโหมด Touring หน้าจอก็จะบอกถึงอุณหภูมิแวดล้อม ค่าการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ย หากเป็นโหมด Urban มันก็จะบอกความเร็วของมอไซค์คุณที่ละเอียดขึ้น

ตอนที่ลองขับขี่ไปตามแนวเขาคดเคี้ยวของเมือง Tenerif นี้พบว่าโหมด touring น่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะยังสามารถได้แรงบิดที่เหมาะสมเพื่อลากเครื่องไปได้ทุกเกียร์ แต่ช่วงออกตัวการตอบสนองของคันเร่งก็นิ่มนวลดี

ในขณะที่น้ำหนักของ Monster 1100 ตัวเก่านั้นถูกกระจายแบบ 50/50 ไปยังล้อหน้าและล้อหลัง แต่ Monster 1200 นั้นทาง Ducati แจ้งว่าน้ำหนักจะกระจายไปยังส่วนหน้าแค่ 47.5% ผมคงไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าเลข 2.5% จะหมายถึงอะไรในแง่การขับขี่ บอกได้เพียงว่าการบังคับเลี้ยวนั้นทำได้ง่ายแม้จะออกแรงเบาๆ อันเสริมมาด้วยแฮนด์ที่กว้างอีกชั้นหนึ่งด้วย

ระบบกันสะเทือนก็ถือว่าแน่นดี ทำให้รู้สึกถึงการสัมผัสกับผิวถนนและให้การตอบสนองที่ดี แต่ก็ยังคงให้ความสบายในการขับขี่ ถนนยาวๆช่วงหนึ่งซึ่งนับว่าขรุขระใช้ได้ พบว่าทุกอย่างดูสะเทือนไปหมดแต่ไม่ถึงกับมึนหรือเด้งดึ๋งซะทีเดียว เบาะนั่งอาจจะเป็นตัวช่วย เพราะมันกว้างและหนานุ่มกว่า Monster 1100 ตามที่ Ducati แจ้งมา ถึงจะขับทั้งวันผมก็ยังรู้สึกสบายตัวดีอยู่

สำหรับเบรกหน้าแล้วการจับเบรกช่วงแรกเหมือนจะไม่ดีเท่า BMW S1000RR แต่ก็อาจจะเป็นสิ่งดี มอเตอร์ไซค์ BMW นั้นตอบสนองได้ทันควันแม้แตะเบรกเพียงเล็กน้อย แต่เจ้า Monster นี้เหมือนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ให้พลังเบรกมากเพียงพอตามที่คุณตัองการเสมอ

ส่วนท้ายนั้นให้ความรู้สึกเหมือนหวิวๆไปหน่อย ดูเหมือนจะมีการเคลื่อนตัวมากเกินไปก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ รู้สึกเหมือนจะยวบๆด้วยซ้ำ

ทาง Ducati แจ้งว่ามอเตอร์ไซค์คันที่เราทดลองขี่อยู่นั้นเป็นรุ่นก่อนเข้าสู่สายการผลิต ปัญหานี้คงจะแก้ให้หายไปได้เมื่อถึงเวลาผลิตจริงๆ ผมก็คาดว่าคงจะเป็นอย่างนั้น

ในแง่ของรูปลักษณ์แล้วถือว่าใช้ได้ เป็นไปตามความคาดหมายของมอไซค์ระดับนี้ ทั้งสีแดงสดใสมันวาวบนตัวถัง ไปจนถึงปุ่มสวิสท์ต่างๆที่ดูมีคุณภาพดี

แต่ก็มาเจอว่าเบาะนั่งคนซ้อนท้ายสีแดงอันสวยงามนั้นเหมือนจะโยกไปมาซ้ายขวาได้สองสามเซ็นติเมตรแทนที่จะยึดติดให้แน่น ด้านล่างเบาะยังพบว่ากาวบริเวณขอบเบาะยังออกจะเหนียวๆอยู่

Ducati-Monster-1200-2

แต่ปัญหาสำคัญที่ผมคิดว่าอาจจะไม่ได้รับการแก้ไขก่อนที่มอเตอร์ไซค์คันนี้จะออกวางตลาดก็คือ พื้นที่ด้านหลังของที่พักเท้าคนขับ มันถูกติดตั้งไว้กับชิ้นส่วนเดียวกันกับที่พักเท้าผู้โดยสาร โดยเป็นอลูมิเนียมที่โค้งมนครอบที่ไอเสีย ไม่ว่าใครที่เท้าไม่เล็กพอจะพบว่าส้นเท้าจะไปชนกับส่วนโค้งนั้นบ่อยๆก่อนที่ฝ่าเท้าจะหาที่วางเท้าเจอ การจะแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คุณไม่สามารถเอาเจ้าตัวแขวนนี้ออกโดยไม่ถอดที่วางเท้าออกมาด้วย ปัญหาง่ายๆที่ควรจะหลีกเลี่ยงในขั้นตอนการออกแบบ มันโผล่เข้ามาอยู่ในกระบวนการพัฒนาจนมาถึงวันนี้ได้อย่างไร

ขนาดผมร่างไม่ได้ใหญ่มากยังพบว่าส้นเท้าไปเกี่ยวกับตัวแขวนนี้อยู่บ่อยๆ ยกเว้นว่าผมจะขี่มอไซค์ด้วยการวางส้นเท้าลงบนที่วางเท้า ผมว่าคนที่มีเท้าใหญ่ๆ หรือคนที่ชอบขี่ด้วยปลายเท้าคงมีปัญหาแน่ๆ

และจากการเป็น Ducati ก็พบว่า Monster ตัวนี้ยังมีกระจกมองหลังที่แทบจะไม่มีประโยชน์ใช้สอยอะไร มีแค่ความสวยงามเท่านั้น สิ่งที่มองเห็นด้านหลังก็เป็นแค่แขนเราเอง อืมผมคาดหวังอะไรมากไปหรือเปล่า หรือว่าคนเขาซื้อ Ducati มาขับนี่เขาไม่มองหลังกันละมั้ง

ไม่มีพื้นที่ใต้เบาะให้เก็บสัมภาระนะครับ (แต่กระเป๋าสัมภาระนั้นถือเป็นอุปกรณ์เสริมอย่างเป็นทางการ ไม่ต้องไปหาซื้อของนอกค่ายมาแปลงใส่) แบตเตอร์รี่ถูกวางไว้ในช่องว่างตรงส่วนหน้าของสวิงอาร์ม การย้ายตำแหน่งมาจากใต้ถังน้ำมันนั้นก็เพื่อช่วยในการกระจายน้ำหนักสู่ด้านท้ายรถตามที่กล่าวมาข้างต้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าเวลาจะเปลี่ยนแบตต์มันจะทำได้ง่ายหรือเปล่า แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าเจ้าของ Ducatin ส่วนใหญ่คงไม่เปลี่ยนแบตต์เองอยู่แล้ว

โดยรวมแล้วไม่ทำให้ผมเลิกชอบมันหรอกครับ ข้อเสียที่กล่าวมาในช่วงท้ายๆก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็น Ducati Monster ของมัน

สำหรับราคา Monster นั้นอยู่ที่ 10,695 ปอนด์ ส่วนรุ่น S อยู่ที่ 12,995 ปอนด์ ซึ่งก็ถือว่าสูสีกับคู่แข่งอย่าง BMW S1000R เล็กน้อย (S1000R อยู่ที่ 9,990 ปอนด์ และ 11,390 ปอนด์สำหรับตัวที่สเป็กสูงกว่า) ส่วน KTM นั้นกลายเป็นแพงสุดอยู่ที่ 13,999 ปอนด์

เรียบเรียงโดย mocyclover.com
ที่มา visordown.com

ads2

Advertisment

8,346 views