ล่าสุด

รีวิวทดสอบ 2013 Triumph Trophy SE

2013 Triumph Trophy SE

2013 Triumph Trophy SE

รีวิวทดสอบ มอเตอร์ไซค์2013 Triumph Trophy SE

มอเตอร์ไซค์ Triumph ขึ้นชื่อเรื่องความมีมนต์ขลังในตัวของมันเองอยู่แต่ เราสามารถขับมอเตอร์ไซค์คันนี้ไปไหนได้ไกลๆ จะทำอะไรได้ตามที่เราต้องการ ขับไปบนทางหลวงยาวๆ พร้อมระบบ cruise control และสนุกไปกับมัน แต่เมื่อสภาพถนนเปลี่ยนไป มอเตอร์ไซค์แนวสปอร์ททัวร์ริ่งคันนี้ก็จะกลายเป็นรถที่ท้าทายให้ขับ เพื่อที่จะแสดงความเป็นมอเตอร์ไซค์แนวสปอร์ทออกมา ทำให้มอเตอร์ไซค์ Triumph Trophy SE นั้นถือเป็นมอเตอร์ไซค์ที่น่าขับคันนึงเลยทีเดียว

หากเรามองที่ตัวมอเตอร์ไซค์จะเห็นได้ว่า Triumph น่าจะสร้างมันขึ้นมาเพื่อแข่งกับ BMW R1200RT โดยตรง ผมได้เคยขับมอเตอร์ไซค์รุ่น RT มาแล้ว เป็นเจ้าของอยู่คันนึงเป็นเวลาหลายปี และต้องยอมรับว่าชอบมันมาก และก็เช่นกัน SE ก็ยอดเยี่ยม มอเตอร์ไซค์ทั้งสองคันก็เหมือนเป็นพี่น้องแต่คนละแม่กันแค่นั้นเอง

ผมละชอบตลาดที่มีทั้งรถ SE และ RT เสียจริง ถือเป็นรถน้ำหนักขนาดกลางแบบ สปอร์ททั่วริ่ง ที่สามารถขับได้เร็วเต็มพิกัด เก็บของให้พร้อมสำหรับวันและคืนแห่งการท่องเที่ยว แถมยังเข้าโค้งได้เร็วและมั่นคงตามสไตล์ของรถสปอร์ทอีกด้วย

เราลองมาคุยถึงตลาดเซ็กเม้นต์นี้กันหน่อยนะครับเพื่อให้เห็นภาพ Sport touring ปัจจุบันนั้นถือว่ากว้างมาก จะบอกชื่อออกมาทั้งหมดก็คงไม่ครบ ตามหลักแล้วมอเตอร์ไซค์แนว sport-touring จะต้องสามารถขับไปได้เร็วพอประมาณ และมีอุปกรณ์ต่างๆที่เหมาะสมสำหรับการขับระยะทางไกลได้ด้วย เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องขับรถเป็นระยะทางระดับ 1000 กม ขึ้นไปผมก็จะเลือกรถในกลุ่มนี้ ปัจจุบันรถในกลุ่มนี้อาจจะมีประเภท 6 สูบเข้ามาด้วย แถมยังมีรถแนว off-road บางคันที่มีคุณสมบัติแนว sport-tourer อีกด้วย

ผมชอบมันทุกแบบหละครับ แต่เจ้า Trophy SE นั้นถือว่าเหมาะเจาะที่สุด ว่ากันตาจริงแล้วบรรดานักบิด 15 คนที่ออกทริปไปกับผมกับการขับตามเทือกเขา Sierra ในเมืองแคลิฟอเนียร์เป็นเวลาสามวันนั้นต่างก็ให้ความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปเพราะในกลุ่มมีเพียง SE และ RT อย่างละคันในกลุ่ม คนอื่นๆต่างก็เลือกที่จะเอารถแนวสปอร์ทไบค์มา ซึ่งต่างก็พกพาสัมภาระกันมาอย่างทุกลักทุเล ต้องรัดเชือกกันอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้โดนล้อหลัง บางคนก็วางไว้บนถังน้ำมันรัดไว้ด้วยเทปกาวหรือเชือกรัดของ มีอยู่คนนึงที่น่าจะฉลาดที่สุดก็ด้วยการส่งสัมภาระไปยังโรงแรมทางไปรษณีย์ล่วงหน้าไปก่อน

นักบิดบางคนอาจจะยอมไม่เอาสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้กับรถแนวนี้เพื่อที่จะได้ซิ่งมันส์ๆ บนถนนหลวงหรือไหลไปตามโค้งต่างๆของขุนเขา ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากคุณเป็นคนแบบผมที่ต้องการขับขี่แบบสบายๆแล้วละก็ กรุณาอ่านต่อไปจนจบเพราะผมจะได้บอกว่ามอเตอร์ไซค์ Triumph คันนี้มีอะไรดี

กลุ่มของเรานัดแนะกันที่ Porterville แคลิฟอร์เนียเพื่อที่จะได้เข้าไปยัง Kings Canyon และอุทยานแห่งชาติ Sequoia เมื่อวันเสาร์ เราก็วางแผนเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 190 แล้วกลับมายังอุทยานอีกครั้ง หลังจากนั้นวันอาทิตย์เรามุ่งหน้าลงใต้ เพราะหลายๆคนจะได้มุ่งหน้ากลับบ้านที่ LA การขับรถในวันศุกร์ของเราก็จะผสมผสานระหว่างระยะทาง 75 ไมล์บนทางด่วน และ 250 ไมล์บนถนนธรรมดาผ่านแคนยอนและเนินเขาต่างๆ ทิวทัศก็สวยงาม อุณหภูมิก็ราวๆ 80 ถึง 100 ฟาเรนไฮน์ด้วแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าและการจราจรเบาบาง

ถ้าคุณชอบมอเตอร์ไซค์ที่มีพร้อมทุกส่ิง คันนี้แหละใช่เลย เริ่มจากระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมทุกอย่าง ระบบจอภาพที่อ่านง่ายแม้แสงแดดจ้า ระบบจ่ายน้ำมันควบคุมด้วยอิเลคทรอนิคส์หรือ throttle-by-wire ระบบป้องกันล้อฟรี traction control ที่ปิดเปิดได้ ระบบ cruise control ระบบกันสะเทือนปรับค่าได้แบบอิเลคทรอนิคส์เป็น สปอร์ท/ธรรมดา/ขับสบาย (Sport/Normal/Comfort) พร้อมเมนูย่อยในการตั้งค่าพรีโหลดและค่ารีบาวด์ ระบบวัดระยะทริปด้วยคอมพิวเตอร์สมบูรณ์แบบที่ปรับค่าได้ ตัวเลขแสดงค่าลมยางพร้อมระบบเตือน ระบบเตือนการเข้าศูนย์บริการ ระบบเตือนน้ำแข็งเกาะ หัววัดอุณห๓ูมิ นาฬิกา ระบบปิดไฟเลี้ยวอัตโนมัติ เข็มแสดงความเร็วและรอบเครื่องแบบอนาลอก ไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ บังลมหน้าปรับต่ำแหน่งด้วยไฟฟ้า วิทยุ FM พร้อมลำโพง มี Bluetooth ไว้เชื่อมโยงกับหมวกกันน้อค และช่องไว้เสียบ USB

นอกจากนี้ยังมี option เพิ่มคือมือจับและเบาะอุ่นไฟฟ้าได้ ช่องปลักไฟสองช่อง และกล่องใส่ถึงมือที่ล้อคอัตโนมัติเมื่อปิดกุญแจ คิดว่าน่าจะแจกแจงครบทุกประเด็นแล้วนะครับ เอาเป็นว่าเจ้าของรถอาจจะต้องอ่านคู่มือสักหน่อยหากอยากจะเรียนรู้ทุกระบบว่ามีอะไรและทำงานอย่างไรบ้าง แต่ที่สุดยอดคือหากคุณไม่สนใจอะไรมาก ก็แค่ขึ้นคร่อมสตาร์ทเครื่องและก็ขับออกไปได้เลยโดยไม่ต้องปรับแต่งอะไรอีก

Triumph คันนี้มาพร้อมกับขุมพลัง 1215cc เครื่องยนต์ 3 สูบแบบ DOHC ขนาด 12 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยของเหลว เครื่องยนต์ให้แรงบิดตั้งแต่เริ่มจนถึง 6000 รอบต่อนาที และไหลลื่นไปจนถึงขีดแดงที่ 10000 รอบต่อนาที แรงม้าทั้งหมด 132 แรงม้า แรงบิดที่ 89 ปอนด์ฟุต แบกน้ำหนักทั้งหมด 662 ปอนด์และถือเป็นรถแนวสปอร์ททัวร์ริ่งที่หรูหราที่พร้อมทะยานไปทุกที่

เครื่องยนต์รุ่น SE นี้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น พร้อมรับคำสั่งทุกช่วงความเร็ว ไม่ว่าจะเข้าโค้งแบบไหนจะเป็นโค้งเล็กๆ หรือแบบ 360 องศา พบว่าแม้เข้าโค้งโหดๆด้วยเกียร์ต่ำก็ทำได้ดี หรือจะเข้าโค้งสบายๆด้วยเกียร์สองหรือสามเครื่องยนต์ก็ตอบสนองได้ทุกจังหวะการเลี้ยว

สำหรับการขับขี่บนทางหลวงก็ให้ความรู้สึกพอๆ กับการขับ BMW RT เลยทีเดียว เสียงเครื่องยนต์คำรามกระหึ่มเบาๆ พร้อมไปกับการขับขี่อย่างสบายๆสไตล์ cruiser สำหรับกำลังของเครื่องยนต์นั้นมีให้เหลือเฟือทุกช่วงความเร็วและเกือบจะทุกๆเกียร์ ความรู้สึกในการขับขี่เหมือนว่าจะมีกำลังม้ามากกว่าที่เป็นจริงซะอีก ในแง่ความสบายแล้วเจ้า SE นั้นเหมาะสมเป็นอย่างดีกับคนตัวสูงอย่างผม ผมปรับเบาะไปยังตำแหน่งสูงสุดเพราะผมต้องการให้เท้าแต่พื้นได้พอดีๆ จากหน้าเว็บไซค์ของ Triumph ระบุว่าความสูงเบาะนั้นอยู่ที่ 30.3 ถึง 31.1 นิ้ว เบาะค่อนข้างใหญ่และนั่งสบาย ผมมีคนโดยสารรถมาด้วยคนหนึ่งโดยเขานั่งซ้อนมาด้วยระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตรและบอกผมว่าเบาะหลังนั่งสบายจัง

ระบบกันสะเทือนเป็นของ WP การขับขี่นั้นนุ่มนวลและมั่นคงทุกการตั้งค่าแม้แต่โหมด “Comfort” การปรับแต่งค่าสะท้อนกลับของล้ดหน้าและค่าพรีโหลดของล้อหลังปรับด้วยระบบอิเลคทรอนิคส์ เราลองขับไปตามถนนทุกรูปแบบแม้แต่ทางลาดยางที่ขรุขระหรือโค้งที่เต็มไปด้วยทราย ทุกอย่างก็ยังไปได้อย่างนุ่มนวลและอยู่ภายใต้การควบคุมเป็นอย่างดี

เท่าที่ลองขับดูก็ไม่พบเจอกรณีหลุดโค้งหรือ understeer แต่อย่างใด รถ SE คันนี้ก็พร้อมที่จะเอียงซ้ายขวาไปทุกทางโค้ง เรื่องโซ่ส่งกำลังก็ไม่เคยเจอปัญหา ระบบเกียร์ก็ลื่นไหล ระบบคลัชแบบไฮดรอลิกส์ก็ทำงานดีซะจนทุกครั้งที่ผมเปลี่ยนเกียร์ลงก็นึกว่าเป็นสลิปเปอร์คลัซเสียทุกที อัตราทดเกียร์ต่างๆก็อยู่ในระยะที่เหมาะสม และพบว่าที่ให้มานั้นก็เพียงพอแก่ความต้องการแล้ว

ระบบเบรกก็เป็นของ Nissin ทั้งหน้าและหลัง 90% ของการขับขี่ของผมจะใช้เบรกหน้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ความรู้สึกของการจับของเบรกนั้นนับว่าใช้ได้ดี แต่ในประเด็นนี้ผมว่า BMW น่าจะทำได้ดีกว่าอยู่เล็กน้อย

ในส่วนของท่านั่งถือว่าสมบูรณ์แบบแล้วสำหรับหุ่นแบบผม คันบังคับที่ยื่นออกมามากพอ ท่านั่งตัวตรง เข้าถึงปุ่มบังคับต่างๆได้ง่าย ระบบปรับบังลมหน้าด้วยไฟฟ้านั้นถือว่าสุดยอด โดยไม่เกิดภาวะลมกระแทกหรือลมหวนที่อาจจะเจอบ่อยในรถคันอื่น ระดับค่าการปรับแต่งก็กว้าง แม้ผมไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะปรับไปได้มากสุดเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่ามันอยู่ในตำแหน่งเหมาะสมต่ำพอที่จะดูวิวสวยๆได้ และสูงพอเหมาะที่จะหลบลมแรงได้ขนะขับเร็วๆ

อัตราสิ้นเปลืองที่ผมขับก็อยู่ที่ 35 ไมล์ต่อแกลลอน แต่ผมคิดว่าคงทำได้ดีกว่านี้หากผมขับแบบนุ่มนวลกว่านี้ ด้วยน้ำมันในถังมีอยู่ 6.9 แกลลอน ตัวเลขบนหน้าจอบอกว่าผมจะขับไปได้ถึง 320 ไมล์เลยทีเดียว (512 กม) นี่เป็นมอเตอร์ไซค์ที่นักขับรถแนวสปอร์ทชอบที่จะให้ผมขับตามหลังเวลาเข็มวัดน้ำมันเขาชี้ว่าน้ำมันใกล้หมดและปั้มน้ำมันอยู่อีกไกล เพราะเขารู้ว่ารถผมต้องมีท่อดูดและป๋องน้ำมันไปเติมให้เขาได้แน่ๆ

Triumph SE คันนี้มาพร้อมระบบที่ชื่อว่า Dynamic Luggage System ที่ยอมให้กระเป๋าหลังเอียงทำมุมเล็กน้อยเมื่อรถเอียงซึ่งตามที่โรงงานระบุ จะเป็นการแยกระบบกระเป๋าออกจากตัวถังรถ ในความจริงขณะผมขับขี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรประหลาดๆเกิดขึ้นแต่อย่างใด แม้ในเพื่อนร่วมทีมหลายๆคนจะฝากของหนักไว้กับรถผม การบรรทุกน้ำหนักมากๆก็ไม่ได้มีผลต่อการขับขี่แต่อย่างใด

เรื่องกระเป๋าสัมภาระนั้นทำมาอย่างปราณีตและใช้งานได้ง่าย สามารถใส่หมวกกันน้อคแบบเต็มใบได้ทั้งสองฝั่ง แต่กระเป๋านั้นจะหนักและไม่ได้นับรวมไปกับน้ำหนักรถตามสเปคนะครับ การติดตั้งกับตัวรถหรือถอดออกนั้นทำได้อย่างง่ายดาย แม้ระหว่างการขับขี่ก็เอื้อมมือไปเปิดปิดหาของง่าย ผมไม่ได้รับกระเป๋าที่ติดตั้งด้านบนสำหรับการรีวิวมอเตอร์ไซค์รอบนี้ เลยคงไม่สามารถบอกได้ว่าใช้งานสะดวกหรือไม่

สรุปสุดท้าย ผมมองว่า Triumph สร้างมอเตอร์ไซค์คันนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่ลงตัวด้วย Trophy SE พบว่าทุกอย่างที่เป็นนั้นเหนือกว่ามาตรฐานและดีที่สุดในหลายๆเรื่อง หากคุณต้องการมอเตอร์ไซค์ใหม่ คลาสสิค และเป็นแนวสปอร์ททัวร์ริ่งแล้วละก็ อย่าลืมพิจารณาคันนี้นะครับ

เรียบเรียงจาก ultimatemotorcycling.com

ads2

Advertisment

3,543 views